Apr 282013
 

นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ

นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ กับเรื่องราวที่น่าตื่นเต้น ตลกขบขับ เฮฮา ตามประสาคนเมือง ทุกเรื่องรับรองว่าสนุกแน่นอน เพราะว่าเป็นเรื่องที่เป็นตำนาน และแฝงแง่คิดดีๆเอาไว้ด้วย เราไปดูนิทานพื้นบ้านภาคเหนือ ดีๆ มากมายกันเถอะ…

juggim

 นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ

นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ มักจะมีเรื่องราวที่น่าตื่นเต้น ให้ข้อคิด และมีการสำแดงอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหารย์ของสิ่งศักสิทธิ์อย่างน่าพิศวง ซึ่งเป็นเพราะว่าในอดีตนั้น เมืองล้านนา ได้มีการผสมผสาน ติดต่อค้าขาย กับเชื้อชาติที่เค้าอพยพมาจากทางสิบสองปันนานั่นเอง จนมีคำกล่าวในปัจจุบันที่ว่า “ดินแดนล้านนากับสิบสองปันนา คือพี่น้องกัน”ก็น่าจะจริง เพราะว่าดินแดนล้านนานั้น คนบางส่วนจะเป็นคนลื้อ คนยอง ลั๊ว งิ้ว ขมุ ซึ่งต้นตระกูล ส่วนมากจะอยู่ที่สิบสองปันนานั่นเอง ดินแดนล้านนาจึงเกิดเรื่องเล่า จนกลายมาเป็นนิทานอยู่หลายเรื่องเลยทีเดียว นิทานพื้นบ้านภาคเหนือที่เป็นที่โด่งดัง นั่นก็คือ เรื่องเซี่ยงเมี่ยงค่ำพญา เรื่องผีป๊กกะโล้ง เรื่องผีม้าบ้อง เรื่องย่าผันคอเหนียง เป็นต้น ซึ่งจริงๆแล้ว ก็มีนิทานพื้นบ้านภาคเหนือ อีกหลายเรื่องที่น่าติดตาม มาดูอ่านชมกันเลย…

 

นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ เรื่อง เซี่ยงเมี่ยงค่ำพญา

มียายแม่หม้ายคนหนึ่ง มีลูกสามคน ทีแรกนั้น ยายแม่หม้ายคนนี้จะข้ามน้ำไปอีกฝั่งหนึ่ง ทีนี้ก็ข้ามไม่ได้ มีพญาขี่เรือมา ขอข้ามไปกับพญา พญาก็ไม่ให้ข้าม พระพายเรือมาอีก ขอข้ามกับพระ พระก็ไม่ให้ข้าม ทีนี้ก็มีลัวะพายเรือมาอีก ขอข้ามกับลัวะ ลัวะก็ไม่ให้ข้ามก็เลยผูกเวรไว้ว่า ขอภาวนา (ผาถะนา) มีลูกสามคนให้

คนหนึ่งไปแกล้งพญา

คนหนึ่งไปแกล้งพระ

คนหนึ่งไปแกล้งลัวะ

ต่อมา ยายแม่หม้ายคนนั้นเกิดมาอีกชาติหนึ่ง ได้แต่งงานอยู่กินกับสามี จนมีลูกด้วยกันสามคน ผัวตายทิ้ง เลยเป็นยายแม่หม้าย ลูกคนหัวปี ของนางแม่หม้าย ก็ได้ไปแกล้งพญา ดังคำสาปแช่งที่นางแม่หม้ายได้อธิษฐานไว้ เมื่อชาติปางก่อน โดยลูกคนนี้ท่องเที่ยวไปวัน ๆ เจอใครก็โกหก หลอกเล่นไปเรื่อย คนอื่น ๆ เห็นว่า “เออ…หมอนี่สมควรไปอยู่กับพญา มันพูดตลกขบขันดี” พญาก็เอาไปอยู่ด้วย พญาบ้านเป็นทัพเมืองเป็นศึก ต่อมาต้องไปออกศึก พญาจึงได้สั่งกับเซี่ยงเมี่ยงว่า “เซี่ยงเมี่ยง ให้มึงอยู่บ้านนะ”

เซี่ยงเมี่ยงก็อยู่เฝ้าบ้าน แต่เซี่ยงเมี่ยงหลับเล่นชู้กับเมียพญา เมียพญาก็เล่นคบชู้กับมัน จนไม่รู้จะทำยังไง พญามารู้ว่ามันเล่น มันก็ว่ามันไม่ได้เล่น “ผมไม่ได้เล่น ผมไม่ได้ทำจริง ๆ” พญาถามว่า “ก็มึงมีหลักฐานเหรอ” เซี่ยงเมี่ยงตอบว่า “มีสิ .. ถ้าผมได้เสพได้สู่กับเมียพญา ดูผมนี่เถอะ” เอาปลาร้าปลาสร้อยเข้าพอกหัวแหละ “ดูสิ” กลิ่นสาบตลบอบอวน พญาก็เลยเชื่อมัน ว่าไม่ได้มีชู้กับเมียจริง จึงให้ไปเลี้ยงม้าพญา “เลี้ยงม้า… น้อย…นอย..นอย.. ถ้าไม่มีปลาร้าปลาสร้อยเซี่ยงเมี่ยงก็ตาย”

ต่อมาเซี่ยงเมี่ยงก็ยังไปหลอกคนอื่นสารพัด พญาว่า “มันเป็นยังไง…หมอนั่นหลอกเก่ง มึงลองหลอกกูดูซิ” พญาขี่ม้ามา มันไปอยู่สนามนู่น หลอกคนทั้งหลาย ใครก็ว่าเซี่ยงเมี่ยงเนี่ยช่างหลอก พญาขี่ม้าไป “อะ…เซี่ยงเมี่ยงมึงช่างหลอก หลอกกูดูซิ” เซี่ยงเมี่ยงตอบไปว่า “ก็จะไปหลอกได้ยังไง พญาอยู่บนหลังม้า ถ้าจะให้ข้าหลอก ต้องลงมาจากม้าทางนี้สิ ลงมาอยู่ใกล้ ๆ จะหลอกได้”

พอพญาก็กระโดดลงหลังม้า เซี่ยงเมี่ยงรีบบอกว่า “เอ้า…หลอกได้แล้ว ก็หลอกพญาลงม้านั่นแล้วไง” พญาเลยบอกว่า “เอ้อ… ตกลง หลงคำหลอกจริง” อยู่มาอีก ทีนี้มันก็พยายามแกล้งพญาเรื่อย ๆ ผลสุดท้ายพญา ก็เกลียดมัน มันแกล้งพญาเหลือร้าย พญาจะฆ่ามันโดยการเอายาพิษใส่น้ำ เอาให้เซี่ยงเมี่ยงกิน ก็กินจริง เพราะไม่รู้ แต่ก่อนที่มันจะตาย มันก็ได้บอกให้เมียมันว่า “ถ้าข้าจะตาย ถ้าข้าตายไปแล้วละ ให้เองเอาข้าใส่ในอู่ ไกวเสียแล้วก็เอาหนังสือวางลง ส่องหน้าให้ข้าอ่านนะ”

พอเซี่ยงเมี่ยงตายแล้ว เมียก็ทำตามที่บอก เอาเซี่ยงเมี่ยงใส่ในอู่ไกว พญามาแอบมาดู “หา…เซี่ยงเมี่ยงเนี่ยมันยังไง กินยานี้ไม่ตายหรือนี่ ยานี้ไม่มีพิษเหรอ” พญาก็มาชิมยาดู พญาก็เลยตายด้วย เรื่องก็จบลงเท่านี้

 

นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ เรื่อง ปู๋เซ็ดค่ำลัวะ

เรื่องปู๋เซ็ดค่ำลัวะ ก็คือว่า ลูกคนสุดท้องของยายนั่นแหละ (นางแม่หม้าย) ส่งให้มา มาแกล้งลัวะ มันจะไปพยายามแกล้งลัวะทุกทางเลย ทีนี้ก็ พวกลัวะทั้งหลาย ลูกเล็กเด็กแดงลูกลัวะ เล่นกับมัน มันก็เล่นด้วย แกล้งด้วย เขกหัวเขกเหอ ทำสารพัด มันกำลังจะโกหก หลอกว่า “ใคร…ใครไม่ไปตกเบ็ดเหรอ ตกเบ็ดปลากินดีนะ” “เอาอะไรตก เอาอะไรทำเหยื่อ”

ปู๋เซ็ดก็บอกว่าเอาไข่ “ต้มไข่สักรังเอาไป แล้วก็ เอาเกาะเบ็ด มันได้อยู่แล้ว”

หมอนั่นว่ามันจะบอกให้พ่อมัน หมอนั่นมันจะบอกให้พ่อมัน มันจะบอกให้พ่อเราไปตก ว่าเสร็จ ปู๋เซ็ดนั้นมันก็ “ก็พวกเองจะไปตกเบ็ด บอกให้พ่อเองไปตกเบ็ดเมื่อไร” “วันพรุ่งนี้” (รุ่งขึ้น) ปู๋เซ็ดก็ไปซ่อนอยู่ใต้วังน้ำ ถ้าเขาตกเบ็ดมามันก็เอาไข่เสีย ตกเบ็ดมามันก็เอาไข่ ไข่ใส่เบ็ดตก ได้มาก็เอามากิน จนกระทั่ง มันได้ลูกได้เมีย ก็หากิน เอามาให้ลูกมัน มากินอวดลูกลัวะลูกลัวะถาม “ไอ้นี่ เอ็งไปเอาไข่ที่ไหนมากิน” “พ่อข้าไปเป็นปลาอยู่ในวัง ไปเอาไข่มากิน”

ทีนี้ เด็กลูกลัวะมาบอกให้พ่อแม่ พ่อแม่มัน “ฮึ…ปู๋เซ็ดจริง ๆ ด้วย ที่มันมากินไข่เราเนี่ย ไม่ใช่ปลา ทีนี้ นะเราจะไปกินไข่ปู๋เซ็ดบ้างล่ะ” บอกให้ลูกปู๋เซ็ดแหละ หมู่เด็กบอกว่า “ไอ้นี่ วันพรุ่งนี้ บอกให้พ่อเองไปตกเบ็ดนะ เอาไข่ไปตกสิ พ่อข้าเขาจะเปลี่ยนจากตกเบ็ด…พ่อข้าเขาจะไปเป็นปลา พ่อเองไปตกเบ็ดบ้าง” (พูด)เสร็จ ทีนี้ก็ไปตกเลย มันไม่ได้ใส่ไข่เยอะ ใส่ไข่นิดเดียว ทำเบ็ดคมแล้วก็คมอีก ตกไปงั้น ลัวะมันไม่ได้ฉลาดเหมือนคนเมืองเรา ลัวะสมัยเมื่อก่อนน่ะ…. พอตกเบ็ดก็ตะครุบคาบ ปู๋เซ็ดลากคอมาตีเสีย ตกเบ็ดไปก็คาบ ก็ลากคอมาตี ตายหมดจนเป็นครึ่งหมู่บ้านแล้วสิ

พอเบื่อ เลยมาหาวิธีแกล้งอย่างอื่นอีก… คิดอะไรไม่ออกแล้วแกล้งทำเป็นไม่สบาย ปู๋เซ็ดแกล้งทำเป็นไม่สบาย อำพรางที่จะไปฆ่าลัวะ มาหาเอ่อ…ไปถามยามที่ลัวะ “โห!…มันไม่สบายอย่างนี้ ก็ต้องไปเซ่น ผีไม้หลวงกลวงไม้ใหญ่ก่อนน่ะ จะหาย” ทีนี้ก็ปู๋เซ็ดมันเข้าไปอยู่กลวงไม้นู่น พอพวกลัวะเอาไก่เอาอะไร มาเซ่น “เอ้อ…นี่นะผีไม้หลวงกลวงไม้ใหญ่ เอามาเซ่นมาบูชา ลูกเราเป็นอย่างนั้นอย่างนี้”

เอ้อ!…วิ่ง..วิ่ง..วิ่ง..วิ่ง ลัวะมันกลัว ปู๋เซ็ดเอาไก่มาให้ลูกมันกินไป (กิน) อวดลัวะ ทีนี้ลูกลัวะเห็นก็หือ… ร้องไห้อยากจะกิน ก็ถามว่า “เองเอาไก่ไหนมากิน” “อึม…พ่อข้าเป็นผีอยู่..เอ่อ..ต้นไม้หลวงกลวงไม้ใหญ่ ได้ไก่ต้มมากิน” ลัวะพูดว่า “วันพรุ่งนี้ให้ปู๋เซ็ดไปเซ่นบ้างนะ ไก่น่ะ” ลัวะทั้งหลายก็ ปู๋เซ็ดนี่ก็แกล้งไม่สบาย มาถามยามที่ลัวะ อีกน่ะแหละ “ให้ไปเซ่นผีไม้หลวงกลวงไม้ใหญ่เอะ จะหาย เอาไก่ไปเยอะ ๆ” มันก็ว่า “เอ้อ…ดีละ ต้นไม้กลวงมันมีนั่นต้นหนึ่งแล้วนี่”

พวกลัวะก็ไปอยู่ในกลวงไม้นั่น ก็ในกลวงไม้ ปู๋เซ็ดก็เอาไก่ไปเอาหมูไป แกล้งตีหมูให้ร้อง อู๊ด!..อู๊ด!..อู้ด!..อู้ด!.. มันไม่ได้ตีให้ตาย พวกลัวะก็พากันดีใจว่าจะได้กินเนื้อไก่ เนื้อหมู มันหักเอาเศษไม้ เอาเศษหญ้าเอาอะไรเข้ายัดข้างใต้ ก็ไฟเข้าหวดให้เขา ตายกันหมดบ้านหมดเมืองลัวะ อีกซ้ำยังไม่พอ กะโหลกหัวปู๋เซ็ดนั้นที่เรี่ยอยู่ มันตายแล้วมันเรี่ยอยู่นั่น พวกลัวะที่หลงที่เหลือยังอยู่นั้น ไปขี้ใส่กะโหลกหัวมัน “เจ็บใจ มันแกล้งทั้งโคตรพ่อโคตรแม่” “เฮ่อ… ปู๋เซ็ดนี่ กะโหลกหัวมันก็ยังดุอยู่เลยว่ะเฮ้ย” นี่แหละ…จบเท่านี้เรื่องปู๋เซ็ด

นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ เรื่อง ย่าผันคอเหนียง

กาลก่อน ณ หมู่บ้านตั้งอยู่ในชนบท ไกลออกไปจากเมืองหลวง ชาวบ้านมีอาชีพทำไร่ ทำนาหาของป่ามาขาย หมู่บ้านแห่งนี้มีหญิงสาวรูปร่างอาภัพผู้หนึ่ง นางไม่มีชายหนุ่มผู้ใดไปเที่ยวหาเลยเนื่องจากนางคอพอกโตใหญ่น่าเกลียด ชาวบ้านเรียกนางว่า “อีตาคอเหนียง”

ทุก ๆ คืนแม้ว่านางจะนั่งปั่นฝ้ายอยู่กลางลานบ้านรอหนุ่ม ๆ มาเที่ยวหา ก็ปรากฏว่าไม่มีใครมาหานางเลย แม้ว่าจะได้ยินเสียงร้องเพลงและเล่นดนตรีของพวกหนุ่ม ๆ ที่ผ่านมา นางคิดว่าเขาคงจะแวะมาเที่ยวหาตน แต่ปรากฏว่าหนุ่มเหล่านั้นกลับเลยไปบ้านอื่นเสียทุก ๆ คราว

เมื่อเป็นเช่นนี้ นางสาวตารู้สึกน้อยใจ อยากจะตายเสียให้พ้นความชอกช้ำใจ วันหนึ่งขณะที่นางเห็นปลอดคน จึงจัดการตระเตรียมเครื่องใช้ตั้งใจว่าจะเข้าไปตายในป่าเสียให้รู้แล้วรู้ รอดไป บางทีความตายอาจช่วยให้ตนพ้นทุกข์ไปได้

นางมุ่งหน้าออกเดินทางเข้าป่าขึ้นเขาไป โดยตั้งใจเด็ดขาดว่าเป็นตายร้ายดีจะไม่ยอมกลับบ้าน วันที่ 14 นางบรรลุถึงกลางดงลึก ซึ่งนางเลือกว่าที่นี่คงจะไม่มีใครตามมารบกวน นางคงจะตายอย่างเป็นสุข

เนื่องจากความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า นางล้มฟุบเป็นลมอยู่กลางดงนั้นเอง ขณะที่นางนอนสลบไสลอยู่ที่นั้น คืนวันนั้นเป็นคืนที่เหล่าผีป่าทั้งหลายตระเตรียมยืมข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้ในการจัดงานเลี้ยงดูกันตามประเพณีของตน

ผีตนหนึ่งเดินมาเห็นคอพอกของนางสาวตา มันคิดในใจว่า เราอุตส่าห์ยืมหม้อแกงที่ไหน ๆ ก็หาไม่ได้ เพิ่งมาพบที่นี่ ผีจึงตรงคว้าเอาคอพอกของนางไป พร้อมกับพูดว่า “แม่นาง ข้าขอยืมหม้อแกงหน่อยนะ เสร็จธุระแล้วจะเอามาส่งให้”
นางสาวตารู้สึกตัวตื่นขึ้น เอามือคลำต้นคอของตนรู้สึกว่าคอพอกของตนที่เป็นอยู่นั้น ขณะนี้หายไปสิ้น นางรู้สึกดีใจยิ่งนัก รีบวิ่งบ้างเดินบ้างจนถึงบ้านโดยไม่เหน็ดเหนื่อย พอถึงบ้านก็เล่าเรื่องราวทั้งหลายให้เพื่อน ๆ ฟัง

เพื่อน ๆ ที่ทราบเรื่องคอพอกของสาวตาหาย ต่างพากันมาซักถามจนรู้สึกเรื่องราว ณ ที่นั้น มีหญิงสาววัยกลางคนผู้หนึ่งชื่อ “ผัน” แกก็คอพอกเหมือนกัน แต่ไม่ได้โตใหญ่เท่าของสาวตา นางเองต้องการอยากให้คอพอกของตนหาย นางเฝ้าซักไซ้ไล่เลียงจนทราบความจริง

นางจึงออกเดินเข้าป่าไป เป็นเวลาร่วม ๆ สิบวัน จนถึงป่าที่นางสาวตาไปนอนสลบไสล ด้วยความเหน็ดเหนื่อยและอ่อนเพลียนางจึงแวะพักนอนกลางวันกลางทางนั่นเอง เมื่อผีมาดูนางสาวตาไม่พบ มันเห็นหญิงวัยกลางคนนอนแทนที่ จึงส่งหม้อนั้นคืน พอรุ่งเช้านางผันตื่นขึ้น เมื่อเอามือลูบคลำคอของตน แทนที่คอพอกของตนจะหาย กลับโตกว่าเดิมขึ้นอีกมากมาย นางร้องไห้เสียใจที่ตนเสียแรงอุตส่าห์ดั้นด้นเข้าป่ามาทั้งทีอยากจะให้คอพอก หาย กลับกลายโตยิ่งกว่าเดิมเสียอีก

เมื่อเป็นเช่นนี้นางไม่รู้จะทำอย่างไร เมื่อหมดหนทางแก้ ประกอบกับนางคิดไว้ว่าวัยของตนก็ล่วงเข้ากลางคนแล้ว แม้ว่าคอจะพอกก็ไม่เห็นเป็นอะไร สู้ตนพยายามทำความดีแล้วความดีนั้นคงจะสนองให้นางเป็นสุขใจได้บ้างกระมัง

นับแต่นั้นมา นางพยายามประกอบกรรมดี ช่วยเหลือกิจกรรมงานของชาวบ้านโดยไม่เห็นเหน็ดเหนื่อย ชาวบ้านทุกคนถึงกับออกปากสรรเสริญคุณงามความดีที่นางได้ปฏิบัติไป ถึงแม้ว่านางจะตายไปหลายปีแล้วก็ตาม ชาวบ้านยังกล่าวขวัญถึงนางเสมอว่า “ใจบุญเหมือนย่าผันคอเหนียง”

นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ เรื่อง ผาวิ่งชู้

     นานมาแล้ว มีเจ้าหญิงไตองค์หนึ่ง (ไต – ไทย) เมื่อเติบโตเป็นสาวก็ไปหลงรักกับชายหนุ่ม คนหนึ่ง ชายหนุ่มก็หลงรักเจ้าหญิงมาก ทั้งสองมีความรักซึ่งกันและกันอย่างแน่นแฟ้น แต่เพราะความแตกต่างกันในเรื่องฐานะ ศักดิ์ ตระกูล ความรักของเขาทั้งสองจึงมีอุปสรรค มันเป็นอุปสรรคอันใหญ่หลวงยากที่จะฟันฝ่าไปให้ถึงจุดหมายได้ ในเมื่อกำเนิดของเขาต่างกันราวฟ้ากับกิน

ชายหนุ่มเป็นลูกชายของมหาอำมาตย์ท่านหนึ่ง ความรักของคนทั้งสองก็ต้องถูกกีดขวางไม่ให้ติดต่อกัน แต่ความรักคือความรักที่รุนแรง ไม่มีกำแพงใด ๆ จะสูงเกินไปกว่าความรักเหมือนโรเมโอกล่าวว่า “แม้รั้วสิลา บ่มิอาจกั้นเราได้” แล้วหนุ่มสาวก็ถือโอกาสลอบพบปะกันเสมอ นับวันก็จะถูกกีดขวางมากขึ้น

วันหนึ่งทั้งสองก็นัดกันว่าจะหนีไปด้วยกันโดยขี่ม้าหนีไป พอได้เวลานัดชายหนุ่มก็มาคอยรับเจ้าหญิงในที่ลับ ๆ แห่งหนึ่งนอกเมือง ในที่สุดชายหนุ่มก็พาเจ้าหญิงหนีไปในกลางดึกคืนวันนั้น แต่ทั้งสองไปไม่รอดเพราะพระราชบิดาของเจ้าหญิงทราบเรื่องก็ให้ไพร่พลควบม้า ติดตามไป ตามไปทันในขณะที่ม้าของชายหนุ่มกับเจ้าหญิงไปถึงฝั่งของแม่น้ำซึ่งเป็น หน้าผาสูงชันมาก เมื่อหมดทางหนีเขาทั้งสองคิดว่าจะต้องถูกนำตัวไปลงโทษสถานหนัก อาจถึงขั้นประหารชีวิตก็ได้ แต่ชายหนุ่มก็ไม่อาจตัดสินใจได้ เสียงฝีเท้าม้าดังใกล้เข้ามาทุกขณะ เจ้าหญิงซึ่งนั่งข้างหลังม้าจึงเปลี่ยนมานั่งข้างหน้าเสียเอง เธอเป็นผู้ถือบังเหียนม้าแล้วให้วิ่งลงมาจากหน้าผาทันที ทำให้ทั้งสองคนเสียชีวิต ณ ที่นั้น

แต่นั้นมาผาสูงนั้นก็ได้ชื่อว่า “ผาวิ่งชู้” และสิ่งต่าง ๆ ที่หล่นมาจากหน้าผารวมทั้งชื่อของคนทั้งสองก็เป็นชื่อเรียกแก่งหลาย ๆ แก่งในลำน้ำปิง เป็นที่ระลึกถึงความรักของคนทั้งสองซึ่งถือว่าความรักเป็นศาสนาอันบริสุทธิ์

นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ เรื่อง เซี่ยงเมี่ยงแบ่งช้าง

มีช้างพังเชือกหนึ่งเป็นของเจ้าผู้ครองประเทศเพื่อนบ้าน หลงทางพลัดเข้าในสวนของเซี่ยงเมี่ยง เซี่ยงเมี่ยงสั่งให้ข้าทาสของตนจับช้างนั้นไว้ เขานำเอาช้างพังตัวนั้นไปรับจ้างชักลากฟืน ตลอดจนบรรทุกของต่าง ๆ

ข่าวการได้ช้างของเซี่ยงเมี่ยงทราบไปถึงพระกรรณของเจ้าผู้ครองนคร พระองค์ให้เสนามาเรียกเซี่ยงเมี่ยงไป เมื่อพบก็ตรัสถามทันทีว่า

“เออ เจ้าเซี่ยงเมี่ยง ข้าทราบว่าเจ้าจับช้างได้ใช่ไหม “

เซี่ยงเมี่ยงกราบทูลว่า “เป็นความจริงพระพุทธเจ้าข้า “

เจ้าผู้ครองนครตรัสว่า “ดังนั้นก็แล้ว ทรัพย์สินใด ๆ ที่พลัดเข้ามาในเขตขัณฑสีมาของข้าทรัพย์นั้นควรเป็นของข้าครึ่งหนึ่งเสมอ แม่นก่อ “

เซี่ยงเมี่ยงกราบทูลว่า “เป็นความจริงพระพุทธเจ้าข้า หากพระองค์มีพระประสงค์ข้าพระพุทธเจ้าขอแบ่งให้พระองค์ครึ่งหนึ่ง

เจ้าผู้ครองนครสรวลออกมาด้วยความพอพระทัย

“เออ…เจ้านี่รู้หลักกฏหมายและขนบธรรมเนียมของบ้านเมืองดีนี่ เจ้าจะแบ่งส่วนไหนให้เราล่ะ ” เจ้าผู้ครองนครถาม

เซี่ยงเมี่ยงนิ่งคิดสักครู่ก็กราบทูลว่า “ข้าพระพุทธเจ้าเป็นข้าแผ่นดินของพกระองค์ ดังนั้นข้าพระพุทธเจ้าจึงเปรียบเหมือนช้างเท้าหลัง พระองค์เป็นช้างเท้าหน้า ดังนั้น ข้าพระพุทธเจ้าขอมอบครึ่งส่วนหน้าให้พระองค์ ส่วนครึ่งหลังเป็นของข้าพระพุทธเจ้าเองพระพุทธเจ้าข้า”

เจ้าผู้ครองนครตบพระหัตถ์ด้วยความพอพระทัย “ดีแล้ว ๆ เจ้าพูดถูกต้อง เจ้าคอยดูแลช้างให้ดีก็แล้วกัน ” เซี่ยงเมี่ยงก้มลงกราบรับบัญชาแล้วบังคมลากลับบ้าน นับแต่วันนั้นมาเซี่ยงเมี่ยงยิ่งใช้งานหนักขึ้น อาหารต่าง ๆ ที่ช้างกินนั้นเขาให้ช้างกินดีที่สุดส่วนค่าอาหารนั้นให้ไปคิดเอาที่เจ้าผู้ ครองนคร เวลารับจ้างได้เงินทองมา เขาก็เก็บรายได้ทั้งหมดที่ใช้ช้างทำงานตอนกลางวันเป็นของตนเสียผู้เดียว พอเย็นลงก็ปล่อยช้างให้เข้าไร่เข้าสวนกินกล้วยกินต้นหมาก ต้นมะพร้าวของชาวบ้าน ชาวบ้านจับเรียกค่าไถ่ เซี่ยงเมี่ยงก็ให้ไปเบิกเอาจากท้องพระคลัง เพราะส่วนหน้าของช้างเป็นผู้นำ ดังนั้นเจ้าผู้ครองนครจึงต้องเป็นผู้รับชดใช้ ส่วนของตนอยู่ข้างหลังต้องเดินตามเท้าหน้าไปจึงไม่ได้รับผิดชอบ

ต่อมาช้างนั้นได้คลอดลูก เซี่ยงเมี่ยงก็รับค่าจ้างทั้งหมดเพราะถือส่วนที่ออกแรงที่สุดคือส่วนข้างหลัง เจ้าผู้ครองนครทราบเรื่องราวเห็นว่า ถ้าพระองค์ยังทรงขืนรับส่วนแบ่งเช่นนี้คงขาดทุนเรื่อยไป ดังนั้น พระองค์จึงตรัสบอกเซี่ยงเมี่ยงว่า

“อ้ายเซี่ยงเมี่ยงเอ๋ย ช้างที่เจ้าแบ่งส่วนข้างหน้าให้ข้านั้นข้าขอคืนให้เจ้า ข้าไม่ขอรับเอาอีกต่อไปแล้ว ขอยกให้เจ้าทั้งหมด” เซี่ยงเมี่ยงก้มลงกราบ กล่าวคำขอบพระทัยที่พระองค์ทรงพระกรุณาเช่นนั้น

นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ เรื่อง นากกับกระต่าย

ในกาลก่อน มีสัตว์สองตัวเป็นเพื่อนกัน เวลาไปหากินหรือไปในที่ใด ๆ มักจะไปด้วยกันเสมอสัตว์คู่นี้ได้แก่ บ้วน ( นาก ) กับกระต่าย มันหากินอยู่ตามริมฝั่งน้ำปิงเป็นประจำ

อยู่มาวันหนึ่ง นากออกไปหากิน มองเห็นช่องว่างคิดว่าเป็นทางน้ำจึงว่ายเข้าไป พอเข้าไปแล้วปรากฏว่าไปชนสายใยประตูกะต้ำ (เครื่องดักจับปลาชนิดหนึ่งที่ทำไว้ตามข้างตลิ่ง หันหน้าล่องใต้พอปลาตัวโตเข้าไป เมื่อชนสายใยสลักจะหยุดประตูจะเลื่อนตากลงมาปิดไว้ทันทีทำให้ปลาออกไม่ได้) นากพยายามหาทางออก แต่ทำอย่างไรก็ออกไม่ได้ มันร้องขอให้กระต่ายช่วย กระต่ายลงมาดูเห็นกะต้ำแน่นหนาเกินกว่ากำลังน้อย ๆ ของตนจะรื้อหรือทำลายได้

ขณะนั้นพอดีนายพรานผู้วางกะต้ำของตนถูก จึงตรงเข้าไปดูเห็นนากติดอยู่ก็ดีใจ ส่วนกระต่ายเห็นคนเดินมาจึงหลบซ่อนตัวนิ่งอยู่ข้าง ๆ กอหญ้า นากพอเห็นนายพรานเปิดประตูกะต้ำออก มันแกล้งทำเป็นตาย กลั้นลมหายใจ เบ่งท้องให้พองคล้ายกับตายมานานแล้ว เมื่อกระต่ายแลเห็นนายพรานจับเพื่อนของตนขึ้นมาเช่นนั้น กระต่ายจึงกระโดดออกมา และดิ้นรนกระเสือกกระสนคล้ายกับถูกตีหรือถูกยิง แล้วนอนนิ่งบนหาดทรายห่างจากกะต้ำไม่ไกลนัก

นายพรานมองเห็นกระต่ายมานอนดิ้นตายก็ดีใจ รีบขึ้นจากน้ำ วางนากลงกับพื้น วิ่งตรงเข้าไปเพื่อจะจับกระต่ายอีกตัว นากพอเป็นอิสระจึงกระโดดลงน้ำหนีไป กระต่ายเห็นเพื่อนของตนหนีลงน้ำไปได้รีบลุกขึ้นกระโดดวิ่งหายเข้าป่าไป ตกลงนายพรานไม่ได้สัตว์อะไรเลยแม้แต่ตัวเดียว

นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ เรื่อง ชะตามะกอกแห้ง

มีสองคนผัวเมียติดตามกันมาหลายชาติ ผัวไม่ชอบเป็นคนทำบุญให้ทาน เอาแต่ดื่มเหล้าเมาสุรา เล่นไพ่ เล่นลูกเต๋า และเล่นไก่ชน ส่วนเมียเป็นคนชอบทำบุญให้ทาน ใฝ่ใจในทางกุศลทุกชาติอยู่มาชาติหนึ่ง เมียนึ่งข้าวไว้แล้วแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเอาไว้กินกันสองคนผัวเมีย อีกส่วนหนึ่งเอาไว้ตักบาตรและตั้งปรารถนาไว้ว่าหากตายไปชาติใดขอให้ได้พ้น จากผัวคนนี้ อย่าได้พบกันอีกเลยฝ่ายผัวได้ยินก็ตั้งปรารถนาว่า จะเกิดชาติใดก็ขอให้ได้พบเมียตนทุกชาติ

อยู่มาอีกหลายชาติ ด้วยผลบุญที่ทำไว้มาก เมียก็ไปเกิดเป็นลูกพญาเจ้าเมืองซึ่งเป็นคนใจบุญได้สร้างหอทำบุญไว้ตรงประตู เมือง มีคนมาขอทานทุกวัน และมีบัญชีจดไว้ว่าวันหนึ่ง ๆ มีผู้หญิงกี่คนชายกี่คน ในชาตินั้นผัวก็ได้เกิดมาเป็นชายหนุ่มรูปงาม แต่ใส่เสื้อขาดหน้าปะหลังมาขอทาน ด้วยเป็นบุพเพสันนิวาสในชาติก่อน แต่ละชาติก็ไม่ละทิ้งกัน หญิงคนนั้นพอเห็นก็สงสารและมีความเอ็นดูว่าชายคนนี้มีรูปงามจริง ไฉนจึงยากจนนัก เห็นจะเป็นเพราะชาติก่อนไม่ได้ทำบุญให้ทานเสียกระมังจึงอยากจะให้ทานเสื้อ ผ้าแก่ชายคนนั้น

วันหนึ่งนางก็ไปถามเสมียนว่า ” วันนี้มีคนมาขอทานกี่คน ” เสมียนบอกว่า ‘’ วันนี้มีคนมาขอทานเก้าสิบแปดคน ” นางจะให้ทานเสื้อก็ไปสั่งเสื้อมาเก้าสิบแปดผืน รุ่งขึ้นก็ให้เข้ามาขอทานแล้วก็บอกว่า ‘’ พวกผู้ชายรับห่อข้าวแล้วให้ไปเข้าแถวทางด้านตะวันออกเป็นหัวแถว ทางด้านตะวันตกเป็นหางแถว ให้นั่งเรียงกันดี ๆ ” พอดีวันนั้นมีขอทานมาเพิ่มอีกคนหนึ่งเป็นเก้าสิบเก้าคน แต่ผ้ามีเก้าสิบแปดผืน นางบอกคนใช้ให้แจกทางหัวแถวไปทางทิศตะวันตก พอแจกไปก็ขาดตรงที่ผัวนางพอรุ่งขึ้นทึกคนก็ใส่เสื้อใหม่มากันหมด ผัวนางก็ยังใส่เสื้อเก่า หญิงคนที่เป็นเมียก็ให้ห่อข้าวแล้วถามว่า ‘’ เป็นยังไงถึงไม่ใส่เสื้อใหม่มาเพื่อนคนอื่น ๆ เขาใส่เสื้อใหม่กันทุกคน ‘’ ‘’ ข้าไม่ได้รับ เพราะข้าไปนั่งสุดท้ายแถว ” ‘’ ขาดไปกี่คน ” ขาดเฉพาะข้าคนเดียวนี่แหละ ‘’ ‘’ พรุ่งนี้จะให้ทานกางเกงนะ ‘’

นางก็ถามเสมียนว่า ‘’ วันนี้ขอทานมากี่คน ‘’ เก้าสิบเก้าคน ‘’ เอากางเกงมาเก้าสิบเก้าตัวนะ ” ตอนนี้กลับมีคนเพิ่มอีกคนรวมเป็นหนึ่งร้อยคน ตอนนี้นางก็บอกว่าทางทิศตะวันออกเป็นหัวแถว ทางทิศตะวันตกเป็นท้ายแถว เพราะว่าวันก่อนผัวนางไปนั่งอยู่ท้ายสุดและไม่ได้เสื้อ ตอนนี้มีคนมาเพิ่มอีกคนเป็นหนึ่งร้อยคน กางเกงมีเก้าสิบเก้าตัว นางก็บอกว่าให้แจกทางซ้ายขึ้นมาก่อนเพราะว่าเมื่อวานนี้ขาดไปทางท้ายแถว พอแจกทางทางท้ายก็ขาดทางหัวแถว ในที่สุดผัวนางก็ยังต้องใส่เสื้อตัวเก่านุ่งกางเกงตัวเก่าตามเคย รุ่งขึ้นนางก็ถามว่า ‘’ พี่ชายทำไมยังใส่เสื้อเก่าอยู่ล่ะ ก็เมื่อวานนี้ยังไม่ได้รับแจกหรือ ” ” ไม่ได้ ‘’ ‘’ ไปนั่งทางไหนล่ะ ” ‘’ ไปนั่งท้ายแถวโน่น ‘’ .” ไม่ได้กี่คน ‘’ ไม่ได้ข้าคนเดียว ‘’ นางก็สอบถามเสมียนดูก็ปรากฏว่ามีคนมาเพิ่มขึ้นเป็นหนึ่งร้อยคนจริง ๆ จึงได้ขาดไปหนึ่งคน รุ่งขึ้นนางก็อย่างจะให้ทานเสื้อผ้าแก่ผัวของนางคนเดียวเพราะนางรักอยู่คน เดียว ครั้นจะให้ทานอยู่คนเดียวก็เกรงว่าจะเป็นการลำเอียง นางก็สั่งมาอีกร้อยชุดทั้งเสื้อและกางเกง คิดหาทางจะให้ผัวนางได้รับให้ได้ แต่ในวันนี้ก็กลับมีคนมาจากไหนก็ไม่รู้มาเพิ่มอีกคนหนึ่งเป็นร้อยหนึ่งคน นางให้เข้าแถวทางทิศตะวันออกเป็นหัวแถว ทางตะวันตกเป็นหางแถว ชายคนนั้นก็วิ่งขึ้นวิ่งลง จะไปนั่งทางท้ายแถวก็กลัวจะไม่ได้จะไปนั่งทางหัวแถวก็กลัวจะไม่ได้ ไม่รู้จะทำอย่างไรดี คิดไปคิดมา ก็นับตั้งแต่หัวแถวมาถึงคนที่ห้าสิบแล้วก็ไปนั่งแทรกอยู่ตรงกลาง นางสั่งคนแจกว่า แจกทางด้านตะวันออกมาห้าสิบแล้วแจกทางตะวันตกมาอีกหาสิบ ฝ่ายผัวซึ่งไปนั่งแทรกอยู่ตรงกลาง นางสั่งคนแจกว่า แจกทางด้านตะวันออกมาห้าสิบแล้วแจกทางตะวันตกมาอีกห้าสิบ ฝ่ายผัวซึ่งไปนั่งแทรกอยู่ตรงกลางก็เลยไม่ได้ รุ่งขึ้นก็ใส่เสื้อเก่ากางเกงเก่ามาอีกปุ ๆ ปะ ๆ ขาด ๆ มาหาเมีย นางก็ถามว่า ‘’ ทำไมไม่ใส่เสื้อใหม่มาล่ะ ‘’ ใคร ๆ เขาก็ใส่ใหม่กันทุกคนไปนั่งอยู่ตรงไหนอีกล่ะ ‘’ ‘’ ข้าไม่ได้นั่งตรงไหน ข้าไปแทรกอยู่ตรงกลาง ‘’ ‘’ โองั้นขาดไปอีกกี่คน ” ก็ขาดข้าคนเดียวนี่แหละ ” ไปถามเสมียนดูก็ได้ความว่ามีคนมาเพิ่มจำนวนอีกเป็นร้อยเอ็ดคน ‘’ จะทำยังไงดีน้า จะช่วยมันอย่างไรดีไม่ให้ขาดตรงมัน จะทำยังไงดี ‘’ พอถึงกลางคืนนางก็มานอนคิด ได้ความว่าเอาทองหนักสิบบาทมาใส่ในข้าวห่อแล้วทำเครื่องหมายไว้ รุ่งขึ้นพอมันมาก็จะยกข้าวห่อให้มันแต่พอมันได้ข้าวห่อแล้วก็เอาไปแลกเหล้า เขากินเสีย รุ่งขึ้นก็ยังขอทานอีก นางก็ถามว่า ‘’ พี่ชายเอาข้าวห่อไปไม่ได้กินหรืออย่างไร ‘’ .” ไม่ได้กินหรอก ‘’ พี่ชายเอาไปไหนเสียล่ะ ” เอาไปแลกเหล้ากินเสียแล้ว ” ‘’ โอ พี่ชายคนนี้มันเป็นอย่างไรของมันหนอ ไม่มีบุญ ไม่มีกุศล ไม่ได้สั่งสม ไม่ได้ทำทาน ไม่ได้บริจาคไว้กระมัง มันถึงไม่ได้รับของทานสักครั้ง ‘’ นางเองนอนคิดทั้งคืนก็ยิ่งทำให้เป็นห่วงมากขึ้นกว่าเดิม เอาทองหนักอีกยี่สอบบาทใส่ในข้าวก่อให้อีก รุ่งขึ้นก็ยกข้าวห่อที่ใส่ทองไว้หนักยี่สิบบาทไปให้ ‘’ พี่ชาย วันนี้อย่าเอาไปแลกเหล้าอีกนะ แล้วก็อย่าเอาไปขายด้วยขอให้เอาไปกินจริง ๆ นะ เมื่อลูกสาวพญาเจ้าเมืองสั่งเช่นนั้นก็มีความยินดีนัก จะเอาไปกินตรงไหนก็ไม่เหมาะใจ มีต้นนกยูงต้นหนึ่งแผ่กิ่งก้านสาขาลงไปทางแม่น้ำปิงโน่น ในขณะนั้นน้ำกำลังท่วม ชายคนนั้นก็ไต่กิ่งไม้ขึ้นไปแก้ห่อข้าวกินอยู่บนกิ่งไม้นั้นเพื่อให้สม เกียรติแก่นางผู้ให้ แก้ห่อข้าวอย่างระมัดระวัง ทองมันหนักถึงยี่สิบบาทแก้ไปแก้มา ห่อข้าวก็ตะลุมปุ๋มป๋ำไปในน้ำโน่นจนได้ ไม่ได้กินข้าวแม้คำเดียว รุ่งขึ้นก็ไปขอทานอีก ” พี่ชายทำไมยังมาขอทานอยู่อีกล่ะไม่ได้กินข้าวอีกหรือ ” ‘’ กินก็ไม่ได้กินแม่น้อง ” ‘’ พี่ชายไปกินตรงไหนล่ะ ” ‘’ กินบนต้นไม้ริมแม่น้ำโน่นอะไรก็ไม่รู้อยู่ในหอข้าวแม่น้องเลยตกลงไปในน้ำ เสียแล้ว ” นายคนนี้ต้องไม่ได้ทำบุญกุศลอะไรไว้แน่ ยิ่งมีความสงสารมากขึ้น ‘’ พี่ชายกินข้าวเช้าแล้วให้เข้าไปบ้านนะ ” เมื่อเข้าไปถึงบ้านแล้ว น่งถามว่า ‘’ พี่ชายทำอะไรได้บ้าง มีวิชาความรู้อะไรบ้าง ” ‘’ ยิงด้ามไม้เป็น ยิงกบเก่ง ‘’ ดังนั้นนางจึงเอาปืนให้กระบอกหนึ่ง ‘’ พี่ชาย ปืนนี้ถ้ายิงขึ้นขึ้นฟ้าแล้วตกลงมาแผ่นดินลึกสักหนึ่งวา กว้างหนึ่งวา ก็จะเอาทองเอาเงินใส่ให้เท่าที่น้ำหนักดินชั่งได้ ถ้าตกโดนอะไรในราคาเท่าไร ก็จะใช้ให้เท่าราคานั้น ชายคนนั้นก็ยินดีว่าตนจะได้เงินได้ทองตอนนี้กระมังหนอออกไปกลางทุ่งนา มีกรมการไปด้วย ๓ คน ‘’ เอา ได้เวลาแล้วเตรียมยิงปืนขึ้นบนอากาศได้ ๑ – ๒ – ๓ เป็ง ” เสียงปืนดังหวิว ๆ ตกใส่ลูกมะกอกแห้ง ชั่งหนัก ๒ สลึงนายคนนั้นก็ได้ทอง ๒ สลึง อย่างนี้เขาเรียกว่า ชะตามะกอกแห้ง

นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ เรื่อง ไอ้เปลี้ยกับไอ้ตา

มีชายพิการสองคนเป็นสหายกัน คือ ไอ้เปลี้ยกับไอ้ตา ไอ้เปลี้ยนั้นเป็นง่อยเปลี้ยเดินไม่ได้ จะไปไหนก็ต้องขี่คอไอ้ตา ซึ่งตาบอดโดยถือว่า “ไอ้ตาเป็นตีน ไอ้เปลี้ยเป็นตา” ทั้งสองดำรงชีวิตด้วยการขอทาน

ครั้งหนึ่ง สองสหายพิการก็ไปพบคราดไถนาเก่าที่เขาทิ้ง เปลี้ยก็ถามตาว่า “จะเอาไหม” ตาก็บอกว่า “เอาสิ” เดินไปอีกไปพบเต่า เปลี้ยก็ถามตาว่า”จะเอาไหม” ตาก็บอกว่า”เอา” เปลี้ยก็เก็บไปด้วย จากนั้น ก็ไปพบขี้ช้าง เปลี้ยถามตา ตาก็ให้”เอาไปด้วย”

เดินทางไปอีกก็ไปพบยักษ์ ยักษ์จะจับทั้งสองจะมาเป็นอาหารของตน แต่เปลี้ยกับตาไม่ยอม โดยบอกว่า “หากจะกินทั้งสองจริงแล้วก็ต้องมาแข่งอะไรกันก่อน ถ้า เราทั้งสองแพ้ก็จะยอมให้กิน ถ้าข้าชนะก็จะไม่ให้กิน” ยักษ์ก็ตกลงตามนั้น

แล้วพูดว่าเราจะมาแข่งเครื่องใช้กัน ยักษ์เอา”หวี”ออกมาวาง เปลี้ยก็เอา”คราด” โยนออกมาเมื่อเครื่องใช้ของสองสหายมีขนาดโตกว่า ก็ถือว่ายักษ์แพ้ไปครั้งหนึ่งแล้ว ทีนี้ยักษ์จับ”เหา” ของตนออกมา ตาก็ให้เปลี้ยเอา”เต่า”ออกมา ปรากฏว่าเต่าใหญ่กว่าเหา ซึ่งยักษ์ก็แพ้อีก ทีนี้ยักษ์ก็เอา เมี่ยงที่ทำเป็นคำแล้วออกมา ตาก็บอกให้เปลี้ยเอา”ขี้ช้าง’ออกมาก็ปรากฏว่าใหญ่กว่าเมี่ยงของยักษ์

ยักษ์จึง ขอยอมแพ้และไปเอาเงินทองมาให้เปลี้ยและตาเอาไปมากที่สุดเท่าที่จะเอาไปได้ทั้งสองก็กลับบ้านด้วยความดีใจ

เมื่อเดินทางมาพบบ่อน้ำแห่งหนึ่ง เปลี้ยมองเห็นรังนกอยู่บนต้นไม้ จึงบอกให้ตาปีนขึ้นไปเอาไข่นกมากินกัน ตาก็ปีนขึ้นไป เมื่อล้วงลงไปในรังนก บังเอิญในรังนกมีงูเห่าอยู่ ตาไปคว้าเอาคองูออกมา งูก็พ่นพิษเข้าตาของตา พิษของงูนั้นทำให้ตาหายจากการบอด เมื่อตาเห็นว่า จับคองูอยู่เช่นนั้นก็ตกใจจึงปล่อยมือออก งูก็ตกลงไปใกล้ตัวของเปลี้ยซึ่งเดินไม่ได้เปลี้ยตกใจและกลัวงู มาก ด้วยความกลัวจึงลุกขึ้นวิ่ง
“ขาที่เดินไม่ได้ก็หายและเดินได้เป็นปกติ “

และเดินทางกลับบ้านไป ใช้เงินทองที่ยักษ์ให้มา อย่างสุจริต และมีครอบครัว ลูกหลาน สืบตระกูลมาจนทุกวันนี้ อย่างมีความสุข

นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ เรื่อง ผีป๊กกะโล้งจำแลง

นานมาแล้ว มีสองแม่ลูกคู่หนึ่ง เป็นครอบครัวที่ยากจนมาก ประกอบอาชีพทำนามาตลอด แม่ลูกคู่นี้ มีนาอยู่ไกลจากหมู่บ้าน เลยเข้าไปในป่าค่อนข้างลึก อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่ลูกสาวกำลังไถนาอยู่นั้น ได้เกิดพายุฝนกระหน่ำตกลงมาอย่างหนัก จนทำให้นางไม่สามารถไถนาต่อไปได้ แม่ที่ยืนอยู่บนคันนาจึงตะโกนบอกลูกไปว่า
“อี่หล้า ขะไจ๋ไถนาเร็วๆเต๊อะ ฝนกำลังจะมาปู้นแล้ว “นางจึงรีบไถ แต่ก็ยังไม่ทันเสร็จ ฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก สองแม่ลูกจึงเข้าไปหลบฝนในกระต๊อบปลายนาของตัวเอง ครั้นเมื่อฝนหยุดตกแล้ว ก็จวนพลบค่ำพอดี แม่จึงบอกให้ลูกสาวนอนที่กระต๊อบนี้แหล่ะคืนนี้ เพื่อที่จะได้นอนเฝ้าควายไปด้วย ไม่ต้องเอาควายกลับบ้านละ เพราะวันนี้มันค่ำแล้ว แม่จะกลับบ้าน เตรียมอาหารมาให้วันพรุ่งนี้

คืนนั้น ลูกสาวจึงได้นอนที่กระต๊อบนั้นคนเดียว ด้วยความที่เป็นหญิงสาว ต้องมานอนกระท่อมกลางป่าคนเดียว นางจึงนึกกลัวขึ้นมาอยู่ในใจ ซักประมาณ 3-4 ทุ่ม นางยังไม่หลับ เพราะแปลกที่ และต้องคอยระแวดระวังด้วย สักพัก นางก็ได้ยินเสียงคนสีสะล้อแผ่วไกล้เข้ามา นางคิดอยู่ในใจว่า ที่ห่างไกลจากบ้านคนขนาดนี้ บ่าวที่ไหน จะสีสะล้อมาแอ่วหานะ นางจึแอบมองลอดช่องฝาออกไปดู นางก็ต้องตกใจ เมื่อคนที่สีสะล้อใกล้เข้ามานั้น เป็นชายแก่ ผมขาว ยาวรุงรังน่ากลัว นางได้แต่แอบมองอยู่เงียบๆ แล้วชายแก่ที่ใกล้เข้ามานั้น ก็ตะโกนถามมาว่า

“กง กง นาวนอนโต้ง บ่หลับเตื่อกา”(สาวนอนกลางทุ่ง ยังไม่นอนอีกเหรอ)

ด้วยความที่เป็นคนอัธยาศัยดี พูดเพราะ นางจึงตอบไปว่า “ยังบ่หลับเตื่อเจ้าปู่” (ยังไม่นอนจ่ะปู่)

“แล้ว ซอนี้ เป็นซออะไร” สาวจึงตอบไปว่า ซอเงิน ซอทองเจ้าปู่

“แล้วสายสะล้อนี่ เป็นสายอะไร”สาวก็ตอบว่า สายเงิน สายคำเจ้าปู่…คนแก่คนนั้น พอใจกับคำตอบ จึงสีสะล้อเดินจากไป

พอตื่นเช้าขึ้นมา หญิงสาวกำลังจะไปตักน้ำที่โอ่งมาล้างหน้า นางก็ต้องตกใจ เมื่อพบว่า มีเงินมีทอง อยู่เต็มโอ่งน้ำ จากนั้นมา หญิงสาวกับแม่จึงไม่ต้องลำบากอีกต่อไป

ต่อมาเมื่อข่าวการได้เงินทองของหญิงสาว เริ่มแพร่สะพัดออกไปทั่วหมู่บ้าน จนไปถึงหูแม่ม้ายคนนึง นางก็มีลูกสาวเช่นกัน แม่ม้ายจึงอยากได้เงิน ได้ทองบ้าง จึงให้ลูกสาวของตนไปนอนที่กระท่อมกลางนาเหมือนกัน
แล้วคืนนั้น ก็มีชายแก่สีสะล้อมาหาเหมือนกัน แต่นางลูกสาวแม่ม้ายคนนี้ เป็นคนพูดจาไม่เพราะ เมื่อชายแก่ถามมาว่า..

“กง กง นาวนอนโต้ง บ่หลับเตื่อกา”(สาวนอนกลางทุ่ง ยังไม่นอนอีกเหรอ)

ด้วยความที่เป็นคนปากร้าย พูดไม่เพราะ นางจึงตอบไปว่า “ยังบ่หลับเตื่อ” (ยังไม่นอน)

“แล้ว ซอนี้ เป็นซออะไร” สาวจึงตอบไปว่า หนังวัวหนังควายหน่ะสิ

“แล้วสายสะล้อนี่ เป็นสายอะไร”สาวก็ตอบว่า โอ๊ยยย ตาแกนี่ จะมาถามอะไรนักหนา…คนแก่คนนั้น ก็สีสะล้อเดินจากไป

ตอนเช้า แม่ม้ายมาเรียกลูกสาว แต่พอนางเปิดประตูเข้าไป ก็พบว่า ลูกสาวของนางนั้น ตายเสียแล้ว และตามเนื้อตามตัว ก็มีรอยเหมือนโดนเส้นเอ็นฟาด เต็มตัวไปหมด

นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ เรื่อง เสือเย็น

ครั้งหนึ่งพ่อค้าโคต่างได้พาลูกหาบเข้าไปพักในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ขณะนั่งกินอาหารอยู่นั้นคนในหมู่บ้านได้เตือนด้วยความหวังดีว่า ‘’ จงระวังที่จะเดินทางผ่านป่านี้เพราะมีเสือาร้ายตัวหนึ่งคอยดักทำร้ายคนที่ ผ่านไปมาเสมอ ‘’ พ่อค้าพูดว่า ‘’ ทำไมไม่มีใครคิดฆ่าเสือร้ายตัวนี้ละ เมื่อมันเป็นภัยแก่คนเดินทางเช่นนี้ ” ก็ได้รับคำตอบว่า ‘’ ไม่มีใครรอดเลยและหาไม่พบแม้แต่ซากศพ แล้วเสือตัวนั้นก็จะหายไปด้วยเสมอ เมื่อมันทำร้ายคนแล้ว ”

พ่อค้าหนุ่มนั่งคิดถึงเสือร้าย คงเป็นเสือเย็นแน่ เขานึกถึงคำของอาจารย์ที่เคยพูดถึงเสือเย็นครั้งที่เคยเรี่ยนวิชาอาคมจาก อาจารย์เมื่อยังสมณเพศอยู่ ทางใต้เขาเรียกว่า เสือสมิง แต่ทางเหนือเรียกว่าเสือเย็น มันเป็นอันตรายไม่น้อยกว่าเสือจริง ๆ แต่ก็คงเก่งกล้าไปกว่าอาจารย์ไม่ได้ แล้วพ่อค้าหนุ่มก็กล่าวขอบใจชาวบ้านที่กรุณาเตือนแล้วพาลูกหาบเดินผ่านป่ามา จนค่ำ มองเห็นวัดเก่าแก่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวมีศาลเก่า ๆ พออาศัยได้ เขาจึงเดินตรงไปยังวิหารเพื่อนมัสการเจ้าอาวาส ท่านเจ้าอาวาสซึ่งเป็นพระสูงอายุก้าวออกมาจากประตูวิหารอย่างรวดเร็วคล้าย กับว่ามองเห็นมาแล้วแต่แรก สายตาของท่านคนคายเหมือนตานกเหยี่ยวที่คอยจ้องเหยื่อ เขาจึงเอ่ยความประสงค์จะขอพักค้างคืนที่ศาลาพร้อมด้วยลูกหาบและม้า พระรูปนั้นอ้าปากหัวเราะเสียงแหลมลึก เห็นฟันสีเหลืองคล้ายเขี้ยวของสัตว์ แล้วพูดว่า ‘’ พักตามสบายเถิดโยม ฮ่า ฮ่า ไม่มีอะไร

หร๊อก ไม่มีอะไรจริง ๆ ปลอดภัยทุกอย่างเว้นแต่ …… ฮ่า ฮ่า ไม่มีอะไร ๆ จริง ๆ ”

พ่อค้าหนุ่มก้มลงกราบ แล้วกลับมาเตรียมอาหารและจัดเวรยามเพื่อป้องกันข้าวของ พอกินข้าวแล้วก็ลงนอนกัน ‘’ โยมหลานหลับหรือยัง ” เอาอีกแล้ว เสียงห้าวกังวาลประหลาดดังมาจากวิหารเป็นครั้งที่ ๓ เข้าจึงตอบไปว่า ‘’ ยังไม่หลับขอรับ ”

เขานอนคิดไปจนเวลาล่วงเลยไปสองยาม พวกลูกหาบหลับกันหมด แต่เขายังนอนลืมตาอยู่ในความมืด หลังจากนั้นไม่นานก็ได้ยินเสียงถามมาอีก เขานิ่งไม่ตอบ มือข้างหนึ่งล้วงไปในย่ามควานหา ‘’ ควายธนู ” มาถือไว้ สำรวมใจนึกถึงคุณครูอาจารย์อยู่เงียบ ๆ สักครู่ก็ได้ยินเสียงคำรามของเสือร้าย พ่อค้าหนุ่มผุดลุกขึ้นเดินย่องไปแอบที่ปตะวิหารซึ่งมีรูไม้พอมองข้างในเห็น ถนัด

แล้วเขาก็ต้องสะดุ้งสุดตัว เมื่อเห็นภาพท่อนล่างเปลี่ยนไปครึ่งตัวแล้วมีหางออกยาวเช่นเสือแก่วงไปมา ท่อนบนที่มีผ้าเหลืองคลุมอยู่ ค่อยเปลี่ยนไปจนหมดเป็นเสือลายพาดกลอนขนาดใหญ่

‘’ เสือเย็น ” นี่เอง เสือเย็นอันเกิดจากพระที่อาคมขลังแก่วิชาจนตัวเองต้องกลายร่างเป็นเสือเพราะ ร้อนวิชา เสือร้ายกระโจนรี่เข้าไปที่หน้าต่าง ม้าร้องด้วยความกลัว พลางดิ้นอยู่เป็นพัลวัน พ่อค้าหนุ่มแอบอยู่ที่วิหารเพียงคนเดียว เจ้าเสือร้ายร้องโฮกเดียวเผ่นหายไปในความมืด พวกลูกหาบตื่นเต้นอกสั่นขวัญแขวนไปตาม ๆ กัน

วันรุ่งขึ้น พ่อค้าจึงพาชาวบ้านเข้าไปในวิหารหลังนั้น พบพระนอนตายอยู่ ที่ลำตัวในผ้าเหลืองคลุมมีรอยแผลเหวอะหวะเหมือนถูกควายขวิดจนเลือดคละคลุ้ง ข้างหลังวิหารมีกองกระดูกคนและสัตว์กองอยู่มากมาย

 

นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ

Comments

comments

Sorry, the comment form is closed at this time.